บัดนี้ ภิกษุใดน้อมใจไปในทางเลว ปฏิบัติผิด พึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตรัสว่า พวกเธอจงละความคะนอง ๓ อย่างเป็น ดุจดวงจันทร์ เข้าไปสู่ตระกูล ด้วยความเป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ ตั้งไว้ใน มิใช่ฐานะ ให้ยกภาระที่ทนไม่ได้ ให้การทำสิ่งซึ่งใคร ๆ ไม่อาจจะทำได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงตัดทางถ้อยคำของภิกษุนั้นแสดงว่า ใคร ๆ อาจทำได้อย่างนี้ ภิกษุเห็นปานนี้ก็มีอยู่ดังนี้ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า กสฺสโป ภิกฺขเว ดังนี้.
บทว่า อากาเส ปาณึ จาเลสิ ความว่า ทรงโบกฝ่าพระหัตถ์ ไปมาทั้งสองข้าง ทั้งส่วนล่าง ทั้งส่วนบน เหมือนนำไปซึ่งสายฟ้าเป็นคู่ ๆ
ในระหว่างท้องฟ้าสีครามฉะนั้น. แต่ข้อนี้ ชื่อว่าเป็นบทไม่เจือปนใน
พระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก. บทว่า อตฺตมโน ความว่า เป็นผู้
มีจิตยินดี มีใจเป็นของตน คือไม่ถูกโทมนัสถือได้. แม้บทว่า กสฺสปสฺส ภิกฺขเว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตัดถ้อยคำของผู้อื่น โดยนัยก่อน เหมือนกัน จึงตรัสเพื่อแสดงว่า ภิกษุเห็นปานนี้ก็มีอยู่. บทว่า ปสนฺนาการํ กเรยฺยุํ ความว่า ชนผู้เลื่อมใสพึงถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น. บทว่า ตถตฺตาย ปฏิปชฺเชยฺยุํ ความว่า พวกภิกษุบำเพ็ญศีลให้เต็มในที่มาแล้ว ให้ศีลเหล่านั้น ๆ ถึงพร้อมในที่แห่งสมาธิวิปัสสนามรรคและผลมาแล้ว ชื่อว่าพึงปฏิบัติ เพื่อความเป็นอย่างนั้น. บทว่า อนุทยํ คือความรักษา. บทว่า อนุกมฺปํ คือมีจิตอ่อนโยน. ก็ทั้งสองบทนั้น เป็นไวพจน์ของ
ความกรุณา. แม้บทว่า กสฺสโป ภิกฺขเว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ตัดถ้อยคำของผู้อื่น โดยนัยก่อนเหมือนกัน จึงตรัสเพื่อแสดงว่า ภิกษุ
เห็นปานนี้ก็มีอยู่. ในบทว่า กสฺสเปน วา นี้ ท่านแต่งประกอบด้วย