คำที่สละสลวย. เพราะไม่ต้องอยู่ปริวาสก็ได้บรรพชา. ส่วนผู้ที่ต้องการจะ
อุปสมบท พึงบำเพ็ญวัตรปฏิปทา ๘ ประการมีการเข้าบ้านเป็นต้น ให้ บริบูรณ์ อยู่ปริวาสโดยไม่ให้ล่วงเวลา. บทว่า อารทฺธจิตฺตา ได้แก่ ผู้มีใจยินดี เพราะบำเพ็ญวัตร ๘ ประการ. ในข้อนี้ มีเนื้อความสังเขป
เท่านี้. ส่วนติตถิยปริวาสนี้ พึงทราบโดยพิสดาร ตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว
ในอรรถกถาแห่งปัพพัชชาขันธกะ อรรถกถาวินัย ชื่อ สมันตปาสาทิกา.
พระบาลีในที่นี้ว่า อปิจ มยา ส่วนในที่อื่น ปรากฏว่า อปิจ
เมตฺถ. บทว่า ปุคฺคลเวมตฺตตา วิทิตา ได้แก่รู้ความต่างบุคคล. ท่าน
แสดงว่า คำนี้ว่า บุคคลนี้ ควรแก่ปริวาส บุคคลนี้ไม่ควรแก่ปริวาส ดังนี้
ปรากฏแก่เรา. แต่นั้น ท่านพระกัสสปคิดว่า น่าอัศจรรย์ พระพุทธ-
ศาสนาที่บุคคลเลือกสรร ถือเอาสิ่งที่ควรเท่านั้น ทิ้งสิ่งที่ไม่ควร. แต่นั้น ท่านที่เกิดความอุตสาหะขึ้นในการบรรพชาอย่างมากจึงกราบทูลว่า สเจ
ภนฺเต. ลำดับต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่า เธอมีความ
พอใจอย่างแรงกล้า จึงทรงดำริว่า กัสสป ควรแก่ปริวาส ดังนี้ จึงตรัส เรียกภิกษุรูปหนึ่งมาตรัสสั่งว่า ไปเถิด ภิกษุให้กัสสปอาบน้ำ ให้บรรพชา
แล้วนำมา. ภิกษุนั้นตามพระดำรัสแล้ว ให้กัสสปบวชแล้วไปยังสำนัก
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งกลางหมู่พระ
สงฆ์แล้วให้กัสสปอุปสมบท. ด้วยเหตุนั้น ท่านกล่าวว่า อลตฺถ โข
อเจโล กสฺสโป ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ (อเจลกัสสป ได้บรรพชาได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว). คำที่เหลือมีอาทิว่า อจิรุปสมฺปนฺโน ท่านกล่าวไว้แล้วในพราหมณ- สังยุตแล้วแล.