ข้าวยาคูและเนยใสนั้นย่อมบรรเทาอันตราย กล่าวคือไฟอันเกิดแต่กรรมได้
แต่ไม่สามารถจะหล่อเลี้ยงได้. แม้ข้าวโอชาจะหล่อเลี้ยงได้แต่ไม่สามารถ
จะบรรเทาอันตรายได้. แต่ข้าวยาคูและเนยใสทั้ง ๒ อย่างรวมกันเข้าแล้ว
ย่อมบรรเทาอันตรายและหล่อเลี้ยงได้ ดังพรรณนามาฉะนี้.
บทว่า ผสฺโส ทุติโย ความว่า ผัสสะทั้ง ๖ อย่างมีจักษุสัมผัส เป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อว่า อาหารที่ ๒ ในอาหาร ๔ อย่างเหล่านั้น.
นี้ก็เป็นเทศนานัยเท่านั้น. เพราะเหตุนั้น ด้วยเหตุชื่อนี้จึงไม่จำต้องค้นหา
ในคำว่า ทุติโย ตติโย จ นี้ในที่นี้. เจตนานั่นเองท่านเรียกว่า
มโนสัญเจตนา. บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่จิต. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงอาหาร ๔ ให้เป็นหมวดเดียวกัน ไว้ในที่นี้ด้วยอำนาจอาหาร
ที่เป็นอุปาทินนกะและอนุปาทินนกะด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ กพฬี-
การาหารที่เป็นอุปาทินนกะก็มี ที่เป็นอนุปาทินนกะก็มี ถึงผัสสะเป็นต้น ก็เหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้น (คำว่า อุปาทินฺนโกปิ อตฺถิ อนุปา- ทินฺนโกปิ) ดังต่อไปนี้ :- พึงทราบกพฬีการาหารที่เป็นอุปาทินนกะ ด้วยอำนาจกบเป็นต้น ที่ถูกงูกลืนกิน. อันกบเป็นต้น ถูกงูกลืนกิน แม้จะอยู่ในท้องก็มีชีวิตอยู่ ชั่วเวลาเล็กน้อยเท่านั้น. กบเหล่านั้น ตราบใดที่ยังอยู่ในฝ่ายอุปาทินนกะก็ไม่สำเร็จประโยชน์เป็นอาหารตราบนั้น
แต่เมื่อทำลายไปอยู่ในฝ่ายอนุปาทินนกะจึงให้สำเร็จเป็นอาหารได้. ท่าน
กล่าวว่า อุปาทินนกาหาร ก็จริง แต่คำที่ว่านี้ ท่านเพิ่มเข้าในอรรถกถา ว่า อาจารย์ทั้งหลายมิได้กล่าวไว้ แล้วกล่าวไว้ดังนี้ว่า อาหารที่เกิดร่วม กับปฏิสนธิจิตของสัตว์เหล่านี้ ซึ่งกินก็ดี ไม่กินก็ดี บริโภคก็ดี ไม่