สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๖ · หน้า ๗๘๘ · ข้อ 724
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ฉัพพรรณรังสีซึ่งเปล่งปลั่งวูบวาบแวววาว เห็นพระพักตร์ของพระทศพล มีสิริดังจันทร์เพ็ญ จึงตกลงใจด้วยการเห็นนั่นแหละว่า พระศาสดาที่ พวกเราบวชอุทิศนั้นเป็นองค์นี้แน่ จึงน้อมกายลงถวายบังคมตั้งแต่ที่เห็น

พากันมาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว. พระราชาทรงจับข้อพระพุทธบาท

ทั้งสองตาบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่งพร้อมด้วยอำมาตย์

พันหนึ่ง. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระราชาและอำมาตย์เหล่านั้น.

เวลาจบทศนา พวกเขาทั้งหมดดังอยู่ในพระอรหัต ทูลขอบรรพชา

กะพระศาสดา. พระศาสดาทรงทราบว่า พวกนี้ถือจีวรของตนมาทีเดียว

เพราะเคยถวายจีวรทาน จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ซึ่งมีวรรณะดั่งทอง ตรัส ว่า จงเป็นภิกษุเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ

ให้สิ้นสุดกองทุกข์โดยชอบเถิด. เป็นอันท่านผู้มีอายุเหล่านั้นได้บรรพชา

และอุปสมบทแล้ว. ท่านเหล่านั้นเป็นเหมือนพระเถระมีพรรษา ๖๐ แวด

ล้อมพระศาสดา.

ฝ่ายพระอโนชาเทวีมีรถพันหนึ่งเป็นบริวารเสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคา มิได้เห็นเรือหรือแพที่มาเป็นประโยชน์แก่พระราชา โดยที่พระนางเป็น หญิงฉลาด จึงมีพระดำริว่า พระราชจักทรงทำสัจกิริยาเสด็จไป ก็พระ- ศาสดานั้นมิได้ทรงบังเกิดเพื่อประโยชน์แก่พระราชาและอำมาตย์เหล่านั้น พวกเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้ ถ้าพระศาสดานั้นเป็นพระสัมมา- สัมพุทธะ ขอให้รถทั้งหลายของพวกเราอย่าได้จมน้ำ ดังนี้แล้วให้รถแล่น ไปบนผิวน้ำ . แม้เพียงกงรถก็ไม่เปียก. แม้แม่น้ำสายที่ ๒ และที่ ๓ พระนางก็ข้ามได้ด้วยสัจกิริยานั้นนั่นเอง เมื่อกำลังข้ามแม่น้ำอยู่นั่นแล

พระนางได้ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาที่โคนต้นไทร. พระศาสดามี