ขุททกนิกาย มหานิทเทส
ฉบับ มมร. · เล่ม ๖๕ · หน้า ๒๕๔ · ข้อ 69
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

เป็นของมีอยู่ เจริญสมาบัติที่เหลือลงจากสังขาร เหตุนั้นท่านจึงเรียกว่ามี สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.

บรรดา เหล่านั้น บทว่า สนฺตโต มนสิกโรติ ความว่า ภิกษุ มนสิการแม้ความไม่มีว่าสมาบัตินี้มีอยู่หรือไม่หนอเป็นอารมณ์อยู่ ย่อมชื่อ ว่ามนสิการสมาบัตินั้นว่ามีอยู่ เพราะมีสิ่งที่มีอยู่เป็นอารมณ์ อย่างนี้ด้วย

ประการฉะนี้. ภิกษุนั่งบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ฌานจิต ย่อม

ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญานั้น.

บทว่า โสตาปนฺนสฺส ได้แก่ บรรลุโสดาปัตติผล.

บทว่า สกฺกายทิฏฺิยา ได้แก่จากสักกายทิฏฐิซึ่งมีวัตถุ ๒๐.

บทว่า วิจิกิจฺฉาย ได้แก่ จากความสงสัยในฐานะ ๘.

บทว่า สีลพฺพตปรามาสา ได้แก่ ทิฏฐิที่เกิดขึ้นลูบคลำว่าบริสุทธิ์ โดยศีล บริสุทธิ์โดยพรรค.

บทว่า ทิฏานุสยา ได้แก่ ทิฏฐานุสัยซึ่งนอนเนื่องอยู่ในสันดาน เพราะอรรถว่า ยังละไม่ได้. วิจิกิจฉานุสัยก็เหมือนกัน.

บทว่า ตเทกฏฺเหิ จ ได้แก่ และที่ตั้งอยู่โดยความเป็นอันเดียว

กันกับด้วยสักกายทิฏฐิเป็นต้นเหล่านั้น. ชื่อว่า กิเลส เพราะอรรถว่า ให้

เดือดร้อน และให้ลำบาก. จิตสงัด คือว่างจากกิเลสมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น เหล่านั้น.

บทว่า ตเทกฏฺํ ในที่นี้ ความว่า เอกัฏฐะตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน มี ๒ คือ ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยการละ และตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน โดยเกิดร่วมกัน.