ขุททกนิกาย มหานิทเทส
ฉบับ มมร. · เล่ม ๖๕ · หน้า ๔๐๖ · ข้อ 69
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

คนชั่งเพิ่มส่วนที่พร่องให้เต็ม ฉันนั้น. อธิบายว่า ก็เมื่อบุคคลกระทำอยู่ อย่างนี้ ถือเอาธรรมอันประเสริฐ คือสูงสุดนั้นแล กล่าวคือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละเว้นบาปคืออกุศลกรรมทั้งหลาย บุคคลนั้น ชื่อว่ามุนี.

บทว่า เตน โส มุนิ ความว่า หากจะถามว่า ก็เพราะเหตุไร ผู้นั้นจึงชื่อว่าเป็นมุนี พึงตอบว่า ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเหตุที่กล่าว แล้วในหนหลังนั้น.

บทว่า โย มุนาติ อุโภ โลเก ความว่า บุคคลใดย่อมรู้อรรถ ทั้งสองเหล่านี้ ในขันธโลกเป็นต้นนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า เหล่านั้นเป็น ขันธ์มีในภายใน เหล่านี้ภายนอก ดังนี้ ดุจคนยกเครื่องชั่งขึ้นรู้อยู่ฉะนั้น.

บทว่า มุนิ เตน ปวุจฺจติ ความว่า เรียกว่าเป็นมุนี ก็ด้วยเหตุ นั้นนั่นเทียว.

คาถาว่า อสตญฺจ เป็นต้น มีความย่อดังต่อไปนี้ :- ธรรมของ อสัตบุรุษและของสัตบุรุษต่างโดยเป็นอกุศลและกุศลนี้ใด บุคคลนั้นรู้ธรรม ของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษนั้น วิญญาณเครื่องสอดส่องในโลกทั้งปวง นี้ว่า เป็นภายในและภายนอก ล่วงเลยคือก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๗

อย่างมีราคะเป็นต้น. และข่าย ๒ อย่าง คือ ตัณหาและทิฏฐิ ดำรงอยู่

เพราะรู้ธรรมประเสริฐนั่นแล. ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะประกอบด้วยญาณ

เครื่องสอดส่องนั้น กล่าวคือโมนะ.

ก็คำว่า เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโต นี้เป็นคำชมเชยบุคคลนั้น ด้วยว่า