บทว่า กายารมฺมเณ าณํ ได้แก่ ญาณในธรรมที่มีกายเป็น อารมณ์ ที่ทำกายให้เป็นอารมณ์เป็นไปด้วยสามารถแห่งอนิจจัง เป็นต้น.
บทว่า กายปริญฺา ได้แก่ ญาณที่เป็นไปด้วยสามารถรู้กาย ด้วย ญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหานปริญญา.
บทว่า ปริญฺาสหคโต มคฺโค ได้แก่ มรรคที่พิจารณากาย ภายในให้เกิดขึ้น ชื่อว่าสหรคตด้วยปริญญา.
บทว่า กาเย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ ได้แก่ การละฉันทราคะ คือตัณหาในกาย.
บทว่า กายสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับคือการปิดลมหายใจ เข้า และลมหายใจออก, คือการเข้าสมาบัติ. คือจตุตถฌาน.
บทว่า วจีสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับ คือการปิดวิตกวิจาร, คือการเข้าสมาบัติ, คือทุติยฌาน.
บทว่า จิตฺตสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับ คือการกั้นสัญญา และเวทนา คือการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.
ในบทว่า กายมุนึ เป็นต้น ในคาถาแรกมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า ผู้เป็นมุนีทางกาย ด้วยสามารถละกายทุจริตได้, ชื่อว่าผู้เป็นมุนี ทางวาจา ด้วยสามารถละวจีทุจริตได้, ชื่อว่า ผู้เป็นมุนี ทางใจ ด้วย สามารถละมโนทุจริตได้, ชื่อว่า ผู้เป็นมุนีทางใจผู้หาอาสวะมิได้ ด้วย สามารถละอกุศลทั้งปวงได้.
บทว่า โมเนยฺยสมฺปนฺนํ ความว่า ชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่ ทำให้เป็นมุนี เพราะรู้สิ่งที่ควรรู้แล้วตั้งอยู่ในผล.