บทว่า อุปธารยิตฺวา ความว่า ไม่ให้ลืม.
บทว่า อุปลกฺขยิตฺวา ความว่า กำหนดไว้.
บทว่า มุสฺสเต วาปิ สาสนํ ความว่า คำสั่งสอนทั้งสองอย่าง คือปริยัติและปฏิบัติ ย่อมเสียหาย.
บทว่า วาปิ สักว่าเป็นปทปูรณะ.
บทว่า เอตํ ตสฺมึ อนาริยํ ความว่า นี้คือมิจฉาปฏิปทา เป็น ธรรมอันไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น.
บทว่า คารวาธิวจนํ เป็นคำกล่าวถึงความเคารพต่อครูผู้สูงสุดของ สัตว์ผู้ประเสริฐด้วยคุณ เพราะเหตุนั้น โบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า :-
คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐสุด คำว่า ภควา
เป็นคำสูงสุด เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรง
ควรแก่ความเคารพโดยฐานเป็นครู ฉะนั้นจึงทรงพระนาม
ว่า ภควา.
จริงอยู่ นามมี ๔ อย่าง คือ อาวัตถิกนาม ๑ ลิงคิกนาม ๑ เนมิตตกนาม ๑ อธิจจสมุปปันนนาม ๑.
มีคำอธิบายว่า นามที่ตั้งขึ้นตามความปรารถนา ตามโวหารของ ชาวโลก ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนนาม.
บรรดานามเหล่านั้น นามเป็นต้นว่า ลูกโค โคถึก โคงาน อย่าง นี้ชื่อว่า อาวัติถิกนาม.
นามเป็นต้นว่า คนมีไม้เท้า คนมีร่ม สัตว์มีหงอน สัตว์มีงวง อย่างนี้ชื่อว่า ลิงคิกนาม.