คำว่า เหล่าใด ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า ย่อมเที่ยวไป ได้แก่ ย่อมเที่ยวไปอยู่ ผลัดเปลี่ยนกิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ก็พระอรหันตขีณาสพเหล่า ใดกำจัดเสนาแล้วย่อมเที่ยวไป.
[๓๑๔] คำว่า ไม่กระทบทิฏฐิด้วยทิฏฐิ มีความว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นละแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ไม่กระทบ คือ ไม่กระทั่ง ไม่บั่นรอน ไม่ทำลายซึ่งทิฏฐิด้วยทิฏฐิ เพราะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่กระทบทิฏฐิด้วยทิฏฐิ.
[๓๑๕] คำว่า ดูก่อนปสูระ ท่านพึงได้อะไรในพระอรหันต ขีณาสพเหล่านั้น มีความว่า ดูก่อนท่านผู้กล้าเป็นปฏิปักษ์ คือ เป็น บุรุษปฏิปักษ์ เป็นศัตรูปฏิปักษ์ เป็นนักรบปฏิปักษ์ ท่านพึงได้อะไรใน พระอรหัน ขีณาสพเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ดูก่อน ปสูระ ท่าน พึงได้อะไรในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น.
[๓๑๖] คำว่า ผู้ไม่มีความถือว่าสิ่งนี้ประเสริฐ มีความว่า ความ ถือ ความยึดมั่น ความติดใจ ความน้อมใจไปว่า สิ่งนี้ประเสริฐ คือ เลิศ เป็นใหญ่ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุด บวร ย่อมไม่มี คือย่อมไม่ ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด คือเป็นกิเลสอัน พระอรหันตขีณาสพนั้นละตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ไม่มีความถือว่าสิ่งนี้ ประเสริฐ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-