จึงชื่อว่า บุคคลพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แม้ด้วยประการ อย่างนี้.
บุคคลใดมีวาทะอย่างนี้ว่า โลกไม่เที่ยง....โลกมีที่สุด....โลกไม่มีที่สุด ....ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น....ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น....สัตว์เบื้อง หน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก....สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก...... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี....สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า บุคคลนั้นพึงล่วง ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี ล่วงเลยทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์ของตนได้อย่าง
ไร. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร. เพราะเหตุว่า ทิฏฐินั้น อันบุคคลนั้น
สมาทานถือเอายึดถือ ถือมั่น ติดใจ น้อมใจ ให้บริบูรณ์เหล่านั้น เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า. แม้ด้วย ประการอย่างนี้.
[๗๗] คำว่า บุคคลผู้ไปตามความพอใจตั้งมั่นแล้วในความ ชอบใจ มีความว่า ผู้ไปตามความพอใจ คือ บุคคลนั้นย่อมไป ออก ไป ลอยไป เคลื่อนไป ตามทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิของ
ตน. บุคคลย่อมไป ออกไป ลอยไป เคลื่อนไป ด้วยยานช้าง ยานรถ
ยานม้า ยานโค ยานแกะ ยานแพะ ยานอูฐ ยานลา ฉันใด บุคคลนั้น ย่อมไป ออกไป ลอยไป เคลื่อนไปตามทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิของตน ฉันนั้นนั่นแล. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไปตามความ พอใจ คำว่า ตั้งมั่นแล้วในความชอบใจ มีความว่า ตั้งมั่น ตั้งอยู่