บทว่า สกฺการํ ได้แก่ การกระทำความเคารพด้วยปัจจัย ๔.
บทว่า สมฺนานํ ได้แก่ การนับถือมากด้วยใจ.
บทว่า ปจฺจาหริสฺสาม ความว่า จักยังลาภเป็นต้นให้บังเกิด.
บทว่า เอวํทิฏฺิกา ได้แก่ มีลัทธิอย่างนี้ เพราะชนผู้เป็นเดียรถีย์ เหล่านั้นมีลัทธินี้ อย่างนี้ว่า พวกเราจักยังลาภเป็นต้นนั้นให้บังเกิด อนึ่ง ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นพอใจและชอบใจว่า เรามีธรรม มีประการ ดังกล่าวแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้น มีจิตมีภาพอย่างนี้ ทีเดียวว่า ความคิดของเรามีอยู่ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงว่า ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นมีความพอใจพร้อมกับทิฏฐิก็ดี มีความชอบใจ พร้อมกับทิฏฐิและความพอใจก็ดี มีลัทธิพร้อมกับทิฏฐิความพอใจและ ความชอบใจก็ดี มีอัธยาศัยพร้อมกับทิฏฐิความพอใจความชอบใจและลัทธิ ก็ดี มีความประสงค์พร้อมกับทิฏฐิความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิ และ อัธยาศัยก็ดี ดังนี้ จึงกล่าวว่า เอวํทิฏฺิกา ฯลฯ เอวํอธิปฺปายา ดังนี้
บทว่า สกํ ทิฏฺิ ได้แก่ ทัศนะของตน.
บทว่า สกํ ขนฺตึ ได้แก่ ความอดกลั้นของตน.
บทว่า สกํ รุจึ ได้แก่ ความชอบใจของตน.
บทว่า สกํ ลทฺธึ ได้แก่ ลัทธิของตน.
บทว่า สกํ อชฺฌาสยํ ได้แก่ อัธยาศัยของตน.
บทว่า สกํ อธิปฺปายํ ได้แก่ ภาวะของตน.
บทว่า อติกฺกมิตุํ ได้แก่ เพื่อก้าวล่วงพร้อม.
บทว่า อถโข เสฺวว อยโส ความว่า ความเสื่อมยศนั้นนั่นแหละ ย้อนมาถึงโดยส่วนเดียว.