ขุททกนิกาย มหานิทเทส
ฉบับ มมร. · เล่ม ๖๕ · หน้า ๔๕๓ · ข้อ 108
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ลำดับนั้น พอล่วง ๗ วัน พระราชาก็รับสั่งให้ทิ้งซากศพนั้น เวลา เย็นเสด็จไปวิหาร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระ- องค์ผู้เจริญ เมื่อความเสื่อมยศเกิดขึ้นเช่นนี้ ควรจะแจ้งแม้แก่ข้าพระองค์ มิใช่หรือ เมื่อพระราชากราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร การแจ้งแก่คนอื่นว่า เราเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยคุณความดี ดังนี้ ไม่สมควรแก่พระอริยะทั้งหลาย ดังนี้แล้วได้ทรงภาษิตคาถาที่เหลือ ว่า โย อตฺตโน สีลวตานิ ดังนี้ เพื่อเป็นเหตุให้เกิดเรื่องนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตานิ ได้แก่ ศีลทั้งหลายมีพระ- ปาติโมกข์เป็นต้น และธุดงควัตรทั้งหลายมีอารัญญิกธุดงค์เป็นต้น.

บทว่า อนานุปุฏฺโ ได้แก่ อันใคร ๆ ไม่ถาม.

บทว่า ปาวา ได้แก่ ย่อมกล่าว.

บทว่า อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ โย อาตุมานํ สยเมว- ปาวา ความว่า ชนใดย่อมบอกตนว่าเที่ยงนั่นแลอย่างนี้ ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าววาทะของชนนั้นอย่างนี้ว่า นั้นไม่ใช่ธรรมของอริยชน.

บทว่า อตฺถิ สีลญฺเจว วตฺตญฺจ ความว่า เป็นศีลด้วยนั่นเทียว เพราะอรรถว่า สังวร เป็นวัตรด้วย เพราะอรรถว่า สมาทาน.

บทว่า อตฺถิ วตฺตํ น สีลํ. ความว่า ข้อนั้นเป็นวัตรแต่ไม่เป็น ศีล ด้วยอรรถดังกล่าวแล้ว.

บทว่า กตมํ เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา.

บทว่า อิธ ภิกฺขุ สีลวา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.