บทว่า อทุกฺขมสุขํ ความว่า ชื่อว่า ไม่มีทุกข์ เพราะความไม่ แห่งทุกข์ ชื่อว่า ไม่มีสุข เพราะความไม่มีแห่งสุข.
ด้วยบทนี้ ท่านแสดงตติยเวทนาซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์สุข ใน ฌานนี้ มิใช่แสดงเพียงความไม่มีทุกข์สุข, อทุกขมสุขที่ชื่อว่าตติยเวทนา ท่านเรียกว่า อุเบกขา ก็มี. อุเบกขานั้น พึงทราบว่ามีความเสวยอารมณ์ ที่ตรงกันข้ามกันอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์เป็น ลักษณะ มีความเป็น กลางในอารมณ์เป็นรส มีความไม่เด่นชัดเป็นปัจจุปปัฏฐาน มีความดับ แห่งสุขทุกข์เป็นปทัฏฐาน.
บทว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ ได้แก่ มีความบริสุทธิ์แห่งสติที่
ให้เกิดด้วยอุเบกขา. ก็สติในฌานนี้บริสุทธิ์ดี, และความบริสุทธิ์แห่งสตินั้น
การทำด้วยอุเบกขา มิใช่ด้วยอย่างอื่น. เพราะฉะนั้น ฌานนี้ท่านจึงเรียกว่า มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์แห่งสติในฌานนี้ มีด้วยอุเบกขาใด อุเบกขา นั้น พึงทราบว่า ตัตรมัชฌัตตุเปกขา โดยความ. อนึ่งมิใช่ด้วยอุเบกขา นั้นอย่างเดียวที่เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ในฌานนี้ ยังมีสัมปยุตธรรมแม้ ทั้งปวงด้วย, แต่ท่านยกสติขึ้นแสดงเป็นข้อสำคัญ.
ในฌานเหล่านั้น อุเบกขานี้มีอยู่ในฌานทั้ง ๓ หลัง ๆ กันจริง ก็ เหมือนอย่างว่าดวงจันทร์ถึงมีอยู่ในกลางวัน ก็ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส เพราะ ถูกรัศมีดวงอาทิตย์ครอบงำ และเพราะไม่ได้ราตรี ซึ่งเป็นสภาคะกันโดย ความเป็นดวงจันทร์หรือโดยเป็นอุปการะแก่ตน ฉันใด ดวงจันทร์ คือ ตัตรมัชณัตตุเปกขานี้ก็ฉันนั้น ถึงมีอยู่ก็ไม่บริสุทธิ์ ในประเภทแห่งปฐม ฌานเป็นต้น เพราะถูกเดชแห่งธรรมที่เป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้นครอบงำ