อุเบกขาที่ไม่ให้การตกไปในฝักใฝ่เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น แม้เป็นสุข อย่างยอดเยี่ยม มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ ดังนี้ นี้ชื่อว่า ฌานุเบกขา.
อุเบกขาที่บริสุทธิ์จากข้าศึกคือกิเลสทั้งปวง ไม่ต้องขวนขวายแม้ใน การยังข้าศึกคือกิเลสให้สงบ มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า จึงบรรลุ จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดังนี้ นี้ชื่อว่า ปาริสุทธิอุเบกขา.
บรรดาอุเบกขาเหล่านั้น ฉฬังคุเปกขา พรหมวิหารุเปกขา โพชฌัง คุเปกขา ตัตรมัชฌัตตุเปกขา ฌานุเปกขา และปาริสุทธุเปกขา โดย
ความก็เป็นตัตรมัชฌัตตุเปกขาอย่างเดียวเท่านั้น. ก็ตัตรมัชฌัตตุเปกขานั้น
มีประเภทดังนี้โดยประเภทแห่งตำแหน่งนั้น ๆ ดุจสัตว์แม้คนเดียว มี ประเภทเป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว เป็นผู้ใหญ่ เป็นเสนาบดี และเป็น
พระราชาเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น ในอุเบกขาเหล่านี้ ในที่ใดมีฉฬังคุ
เปกขา ในที่นั้นไม่มีโพชฌังคุเปกขาเป็นต้น ก็หรือในที่ใดมีโพชฌังคุเปกขา ในที่นั้นไม่มีฉฬังคุเปกขาเป็นต้น พึงทราบดังนี้.
อุเบกขาเหล่านั้น โดยความก็เป็นอย่างเดียวกัน ฉันใด แม้สังขารุ เปกขาและวิปัสสนุเปกขา โดยความก็เป็นอย่างเดียวกัน ฉันนั้น ก็ปัญญา นั่นแล แบ่งเป็น ๒ อย่างด้วยสามารถแห่งกิจ เหมือนอย่างว่า บุรุษถือ ท่อนไม้เหมือนกีบแพะค้นหางูที่เข้าเรือนเวลาเย็น เห็นมันนอนอยู่ในฉาง แกลบ พิจารณาดูว่า งูหรือมิใช่หนอ เห็นลักษณะงูชัด ๓ อย่างก็หมดสงสัย เกิดความเป็นกลางในการค้นหาว่า งู ไม่ใช่งู ฉันใด ความเป็นกลางใน