ขุททกนิกาย มหานิทเทส
ฉบับ มมร. · เล่ม ๖๕ · หน้า ๓๒๘ · ข้อ 69
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

สิกขา ๓ นั้นแล พึงศึกษา, แม้เมื่อกระทำกิจของตน ๆ ที่สัมปยุตด้วย สิกขานั้น ๆ ด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา พึงศึกษา, เมื่อ กระทำกิจนั้น ๆ แม้ในกาลเป็นที่รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ชื่อว่า พึงศึกษา สิกขา ๓ ดังนี้. พึงประพฤติเอื้อเฟื้ออธิศีล. พึงประพฤติเอื้อเฟื้ออธิจิต, พึงสมาทานประพฤติอธิปัญญา.

บทว่า อิธ เป็นบทเดิม. คำสอนของพระสัพพัญญูพุทธเจ้ากล่าว คือ ไตรสิกขานั้นแล พระสารีบุตรเถระกล่าวแล้วด้วยบท ๑๐ บท มีบท ว่า อิมิสฺสา ทิฏฺิยา เป็นต้น. ก็คำสอนนั้นท่านเรียกว่า ทิฏฐิ

เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงเห็นแล้ว. คำสอนนั้นแล ท่านเรียกว่า

ขันติ ด้วยสามารถความอดกลั้น, เรียกว่า รุจิ ด้วยสามารถความชอบใจ. เรียกว่า อาทายะ ด้วยสามารถความยึดถือ. เรียกว่า ธรรม ด้วย อรรถว่า สภาวะ, เรียกว่า วินัย ด้วยอรรถว่า พึงศึกษา. เรียกว่า ธรรมวินัย แม้ด้วยเหตุทั้ง ๒ นั้น. เรียกว่า ปาพจน์ ด้วยสาหารถเป็นไปทั่ว, เรียกว่า พรหมจรรย์ ด้วยอรรถว่า ประพฤติธรรมอันประเสริฐ, เรียกว่า สัตถุศาสน์ ด้วยสามารถประทานคำพร่ำสอน.

เพราะเหตุนั้น ในบทว่า อิมิสฺสา ทิฏฺิยา เป็นต้น พึงทราบ ความอย่างนี้ว่า ในพุทธธรรนวินัยนี้ ในพุทธปาพจน์นี้ ในพุทธพรหม จรรย์นี้ ในพุทธสัตถุศาสน์นี้ ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนโคตมี ในพุทธ ทิฏฐินี้ ในพุทธขันตินี้ ในพุทธรุจินี้ ในพุทธอาทายะนี้ ในพุทธธรรม ในพุทธวินัยนี้ เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อมี กำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด. เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่เป็น