แม้ธรรมฝ่ายขาวชนิดทิฏฐิเป็นต้นที่มีภายหลัง ด้วยการถึงความไม่ต้องถอน ขึ้น.
บทว่า สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ความว่า เป็นผู้สงบ ด้วยความเข้าไปสงบราคะเป็นต้น ด้วยการปฏิบัตินี้ ไม่อาศัยธรรมอะไร ๆ ในจักษุเป็นต้น ไม่พึงหวังแม้ภพเดียว คือพึงเป็นผู้ไม่เริ่มตั้งใกล้เหตุ อธิบายว่า นี้เป็นความสงบภายในของเขา.
บทว่า สวนมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ ความว่า แม้การฟังด้วยสามารถแห่ง สุตตะเป็นต้นก็พึงหวัง.
บทว่า สมฺภารา อิเม ธมฺมา ความว่า ธรรมเหล่านี้มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น เป็นสัมภาระ ด้วยอรรถว่าเป็นอุปการะ.
บทว่า กณฺหปกฺขิกานํ ความว่า ไปในฝ่ายอกุศล.
บทว่า สมุคฺฆาตโต ปหานํ อิจฺฉิตพฺพํ ความว่า พึงหวังการ ละโดยการกำจัดคือการถอนขึ้นโดยชอบ.
บทว่า เตธาตุเกสุ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความว่า ที่เกิดแต่ความ ฉลาด เป็นไปในภูมิ ๓ กล่าวคือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ.
บทว่า อตมฺมยตา ได้แก่ ความปราศจากตัณหา.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาคันทิยพราหมณ์มิได้ กำหนดเนื้อความของพระดำรัสจึงกล่าวคาถาว่า โน เจ กิร เป็นต้น อนึ่งพึงประกอบ อาห ศัพท์ กับ โน เจ กิร ศัพท์.
เห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าว คือ ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่พูด ดังนี้.