บทว่า หีนา นรา ได้แก่นรชนผู้มีการงานเลว.
บทว่า มจฺจุมุเข ลปนฺติ ความว่า คร่ำครวญอยู่ในปากแห่ง มรณะที่ถึงในกาลที่สุด.
บทว่า อวีตตณฺหา เส ได้แก่ ยังไม่ปราศจากตัณหา.
บทว่า ภวา ได้แก่ กามภพเป็นต้น.
บทว่า ภเวสุ ได้แก่ ในกามภพเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภวาภเวสุ ได้แก่ ในภพน้อยภพใหญ่. ท่านอธิบายว่า ในภพทั้งหลาย บ่อย ๆ.
บทว่า ปสฺสามีติ มํสจกฺขุนาปิ ปสฺสามิ ความว่า มังสจักษุ ๒ อย่าง คือ สสัมภารจักษุ ปสาทจักษุ. ก้อนเนื้อที่กำหนดด้วยความโค้ง ของลูกตา ๒ ข้าง คือข้างล่างด้วยกระดูกเบ้าตา ข้างบนด้วยกระดูกคิ้ว ข้างนอกด้วยขนตา เกี่ยวเนื่องด้วยสมองซึ่งมีเส้นเอ็นแล่นออกท่ามกลางเบ้า ตาวิจิตรด้วยวงดำเป็นตาขาวตาดำ นี้ชื่อ สสัมภารจักษุ. ประสาทซึ่งผูก ที่ก้อนเนื้อนี้ ติดเนื่องในชิ้นเนื้อนี้ อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้ชื่อ ปสาทจักษุ ซึ่งประสงค์ในที่นี้.
ปสาทจักษุนั่นนั้นยังเยื่อหุ้มจักษุ ๗ ชั้นให้เอิบอาบ เหมือนปุยนุ่น ชุ่มในน้ำมันในปุยนุ่น ๗ ชั้น ในวงกลมที่เห็นในประเทศที่เกิดขึ้นแห่ง สัณฐานสรีระ ของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางดวงตาดำซึ่งล้อมรอบ ดวงตาขาวของสสัมภารจักษุนั้น ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวาร ตาม สมควรแก่จักขุวิญาณเป็นต้น สักว่าพอมีโอกาสโดยประมาณตั้งอยู่.