นี้ตามลำดับ ด้วยสามารถแห่งมรรคของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกในอดีตในอนาคตและปัจจุบันตามที่ประกอบ มีความตาม พระบาลีว่า.
สัตว์ทั้งหลายข้ามโอฆะแล้วในอดีต จักข้ามใน
อนาคตและกำลังข้านอยู่ในปัจจุบัน ด้วยมรรคนี้. ด้วยสามารถแห่งสุญญตมรรค อนิมิตตมรรคและอัปปณิหิตมรรคและด้วย สามารถแห่งมรรคของอุคฆติตัญญูบุคคล วิปจิตัญญูบุคคล และเนยยบุคคล.
บทว่า มคฺคานุคา จ ปน ความว่า เป็นผู้ดำเนินตามมรรคที่พระ ผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินแล้ว จ ศัพท์ ในที่นี้ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า
เหตุ. ด้วย จ ศัพท์นี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเหตุแล้วเพื่อ
บรรลุคุณมีความเกิดขึ้นแห่งมรรคเป็นต้น. ปน ศัพท์เป็นนิบาตลงในอรรถ
ว่ากระทำแล้ว ย่อมเป็นอันตรัสการกระทำมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงกระทำแล้ว.
บทว่า ปจฺฉา สมนฺนาคตา ความว่า ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็น ต้น ภายหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จไปก่อนแล้ว.
เพราะคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ทั้งหมด อาศัยอรหัตตมรรคเท่านั้นมาแล้ว ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวคุณอาศัยอรหัต มรรคเท่านั้น ด้วยบทว่า อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา เป็น ต้น ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ชานํ ชานาติ ความว่า ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ อธิบายว่า ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ด้วยปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่เป็นทางที่ควรแนะ นำทุกอย่างด้วยปัญญา เพราะความเป็นพระสัพพัญญู.