ก็ในแดงนั้นเหล่าสัตว์ไม่อาจที่จะได้หยาดน้ำเพียงชุ่มหทัยหรือเพียง ชุ่มลิ้น, ตลอด ๒ - ๓ พุทธันดร เมื่อเหล่าสัตว์ไปแม่น้ำด้วยคิดว่าจักดื่มน้ำ น้ำก็กลายเป็นหาดทราย แม้เมื่อแล่นไปมหาสมุทร สมุทรก็เป็นแผ่นหินดาด สัตว์เหล่านั้นซูบซีดถูกความทุกข์หนักบีบคั้น ร้องครวญครางอยู่.
ความสลายด้วยเหลือบ เป็นต้น ปรากฏในประเทศที่มากไปด้วย
เหลือบและแมลงวันเป็นต้น. ก็รูปนั้นให้พิสดารไว้แล้วในอภิธรรม โดย
นัยมีอาทิว่า รูปนั้นเป็นไฉน คือสนิทัสสนรูป๑ สัปปฏิฆรูป๒ ดังนี้.
ชื่อว่า สัทท เพราะอรรถว่า ทำเสียง อธิบายว่า เปล่งออก. เสียงมี สมุฏฐาน ๒ คือ อุตุและจิต.
ชื่อว่า กลิ่น เพราะอรรถว่า ฟุ้งไป ความว่า ประกาศที่อยู่ของตน.
ชื่อว่า รส เพราะอรรถว่า เหล่าสัตว์เยื่อใย ความว่า ยินดี.
ชื่อว่า โผฏฐัพพะ เพราะอรรถว่า ถูกต้อง. กลิ่นเป็นต้น เหล่านั้น มีสมุฏฐาน ๔ วิภาคแห่งเสียงเป็นต้นเหล่านั้น ให้พิสดารไว้แล้วในอภิธรรม
นั้นแล. พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความนั้นนั่นแลโดยพิสดาร จึงกล่าว
คำมีอาทิว่า อตฺถรณา ปาปุรณา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น ที่ชื่อว่า อตฺถรณา เครื่องลาด เพราะอรรถว่า
ลาดแล้วนอน. ชื่อว่า ปารุปณา เครื่องนุ่งห่ม เพราะอรรถว่า ห่มพัน
สรีระ. ทาสีด้วย ทาสด้วย ชื่อว่า ทาสีและทาส ๔ มีทาสในเรือนเบี้ย
เป็นต้น.
๑. สนิทัสสนรูป - รูปที่เห็นได้ ได้แก่รูปารมณ์.
๒. สัปปฏิฆรูป - รูปที่กระทบได้ ได้แก่ปสาทรูป ๕ กับวิสยรูป ๗.