ขุททกนิกาย มหานิทเทส
ฉบับ มมร. · เล่ม ๖๕ · หน้า ๓๒๑ · ข้อ 69
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ติดสุขในฌานนั้นฉุดคร่าไว้ชีวิต เป็นผู้มีสติ เพราะความเป็นผู้มีสติ ตั้งมั่น โดยอาการที่ปีติจะเกิดขึ้นไม่ได้และเพราะเสวยสุขที่พระอริยะยินดี คือที่อริยชนเสพนั้นแล และเป็นสุขไม่เศร้าหมอง ด้วยนามกาย ฉะนั้น จึงเป็นผู้ควรแก่การสรรเสริญ พระอริยะทั้งหลายเมื่อประกาศคุณที่เป็นเหตุ ควรแก่การสรรเสริญอย่างนี้เหล่านั้น จึงสรรเสริญตติยฌานนั้นโดยควร แก่การสรรเสริญอย่างนี้ว่า อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารี ประการฉะนี้ พึงทราบดังนี้.

บทว่า ตติยํ ได้แก่ ที่ ๓ โดยลำดับการนับ. ฌานนี้ ชื่อว่า ตติยะ เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นเป็นที่ ๓ ดังนี้ก็มี.

บทว่า สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ความว่า เพราะละสุขทางกายและทุกข์ทางกาย.

บทว่า ปุพฺเพว ได้แก่ สุขและทุกข์นั้นแล ในกาลก่อน มิใช่ใน ขณะแห่งจตุตถฌาน.

บทว่า โสมนสฺสโทนนสฺสานํ อตฺถงฺคมา ความว่า เพราะ ถึงความดับแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้ง ๒ แม้เหล่านี้ คือ สุขทางใจ และ ทุกข์ทางใจ ในก่อนเที่ยว ท่านอธิบายว่าเพราะละ นั่นเอง. ก็การละ โสมนัสโทมนัสเหล่านั้นมีในกาลไร มีในขณะแห่งอุปจาระของฌานทั้ง ๔ โสมนัส ละได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌานที่ ๔ นั่นเอง.

ทุกข์โทมนัสและสุข ละได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌานที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ พึงทราบการละสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัส ที่กล่าวไว้ แม้ในที่นี้ ตามลำดับอุทเทสแห่งอินทรีย์ทั้งหลายในอินทริยวิภังค์ ซึ่งมิได้