ขุททกนิกาย มหานิทเทส
ฉบับ มมร. · เล่ม ๖๕ · หน้า ๖๘๘ · ข้อ 258 259 260
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

[๒๕๘] คำว่า ไม่พึงเสพเมถุนธรรม มีความว่า ชื่อว่าเมถุน- ธรรม ได้แก่ธรรมของอสัตบุรุษ ฯลฯ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าเมถุนธรรม มุนีไม่พึงเสพ ไม่พึงซ่องเสพ ไม่พึงร่วม ไม่พึงเสพเฉพาะ ซึ่งเมฤุนธรรม เพาะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่พึงเสพเมถุนธรรม เพราะเหตุนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความ

เป็นสมณะก่อน ในธรรมวินัยนี้ พึงทำความประพฤติ

ผู้เดียวให้มั่น ไม่พึงเสพเมถุนธรรม.

[๒๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-

บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว เพราะความประพฤติ

วิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยะทั้งหลาย บุคคล

ไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวก

นั้น บุคคลนั้นแลย่อมเข้าไปใกล้พระนิพพาน.

[๒๖๐] คำว่า บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั้นเทียว มีความว่า คำว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓ อย่างคือ กายวิเวก ๑ จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก ๑ กายวิเวกเป็นไฉน ? ฯลฯ นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก ก็กายวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้ มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิต บริสุทธิ์ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวกย่อมมีแก่บุคคล ผู้หมดอุปธิ ถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นวิสังขาร.

คำว่า ศึกษา ได้แก่ สิกขา ๓ อย่าง คืออธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตต- สิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา.