แล้วด้วยบทที่ ๒ พึงทราบด้วยประการฉะนี้. บรรดากามทั้งหลายที่กล่าว ไว้ในบทว่า กาเมหิ นี้ในฝ่ายวัตถุกาม มีนัยเท่านี้ก่อน.
แต่ในฝ่ายกิเลสกาม กามฉันท์นั้น แลซึ่งมีประเภทไม่น้อย เป็นต้น ว่า ฉันทะ และราคะอย่างนี้ ท่านประสงค์ว่า กาม, ก็กามนั้นแม้นับ เนื่องในอกุศล ท่านก็แยกกล่าวโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน ในวิภังค์ โดย นัยว่า ในกามเหล่านั้น กามฉันทะเป็นไฉน ? คือกาม ดังนี้เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในบทแรก เพราะเป็นกิเลสกาม ใน บทที่ ๒ เพราะนับเนื่องด้วยอกุศล. อนึ่ง ท่านไม่กล่าวว่า กามโต ท่าน กล่าวว่า กาเมหิ โดยประเภทไม่น้อยของกามนั้น, อนึ่ง แม้เมื่อธรรม เหล่าอื่นเป็นอกุศลมีอยู่ ท่านก็กล่าวนิวรณ์นั่นแหละ โดยแสดงความเป็น ข้าศึกคือปฏิปักษ์ต่อองค์ฌานสูง ๆ ขึ้นไป ในวิภังค์โดยนัยเป็นต้นว่า ใน ธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมเป็นไฉน ? คือ กามฉันทะ ดังนี้, ก็นิวรณ์ทั้ง หลายเป็นข้าศึกต่อองค์ฌานทั้งหลาย ท่านอธิบายไว้ว่า องค์ฌานทั้งหลาย นั่นแล เป็นปฏิปักษ์ เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้พิฆาตนิวรณ์เหล่านั้น, จริง อย่างนั้น ท่านกล่าวไว้ในปิฎกว่า สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ ปีติ เป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท วิตกเป็นปฏิปักษ์ต่อถิ่นมิทธะ สุขเป็นปฏิปักษ์ ต่ออุทธัจจกุกกุจจะ วิจารเป็นปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา. ความสงัดด้วยความข่ม กามฉันทะ เป็นอันท่านกล่าวแล้วในที่นี้ด้วยบทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ นี้ ด้วยประการฉะนี้.
ความสงัดด้วยความข่มนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทว่า วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ นี้ ก็ด้วยการยึดถือสิ่งที่เขาไม่ยึดถือกัน