ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา
ฉบับ มจร. · เล่ม ๒๖ · หน้า ๙๗ · ข้อ 837 838 839 840 841 842 843 844
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

[๘๓๗] ณ ที่นั้น ดิฉันได้เหลือบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้เป็นจอมปราชญ์

ทรงเกื้อกูลสัตว์โลกทั้งมวล ผู้ไม่มีโรคภัย

ประทับนั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

[๘๓๘] ดิฉันนั้นเกิดความสังเวช ขนลุกชูชันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คิดว่า

ใครหนอมาอาศัยอยู่ในป่านี้ เป็นมนุษย์หรือเทวดากันแน่

[๘๓๙] เพราะได้เห็นพระพุทธองค์ผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่การยินดี

เสด็จออกจากป่า แล้วมาสู่ความไม่มีป่า(คือกิเลส)

ใจของดิฉันก็เลื่อมใสด้วยคิดเห็นว่า

ท่านผู้นี้คงจะมิใช่คนธรรมดาสามัญเป็นแน่

[๘๔๐] ท่านผู้นี้คุ้มครองอินทรีย์ได้แล้ว ยินดีในฌาน มีใจไม่วอกแวก

จะต้องเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลสัตว์โลกทั้งมวลเป็นแน่

[๘๔๑] ท่านผู้นี้เป็นที่น่าเกรงขาม

ผู้ซึ่งบุคคลที่ปราศจากความเพียรและความมาดหมาย

ทำให้ทรงชื่นชมได้ยาก ดังราชสีห์ซึ่งเป็นสัตว์อยู่ถ้ำ น่าเกรงขาม

ยากที่ใครจะทำให้ชื่นชมและยากที่จะได้พบเห็น เหมือนดอกมะเดื่อ

[๘๔๒] พระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ได้ตรัสเรียกดิฉันด้วยพระวาจาที่นุ่มนวลว่า

รัชชุมาลาและรับสั่งกับดิฉันว่า เธอจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่งเถิด

[๘๔๓] ดิฉันฟังพระดำรัสอันปราศจากโทษ ประกอบด้วยประโยชน์

หมดจด ละเอียดอ่อน นุ่มนวลไพเราะ

เป็นเครื่องบรรเทาความโศกเศร้าทั้งปวงเสียได้นั้น จึงเกิดจิตเลื่อมใส

[๘๔๔] พระตถาคตผู้ทรงเกื้อกูลสัตว์โลกทุกหมู่เหล่า ทรงทราบว่า

ดิฉันมีจิตเลื่อมใส มีใจบริสุทธิ์ ควรแก่การรับฟัง